ต้อนรับ ‘พ.ร.บ.นมผง’ อนาคตเด็กสดใสยั่งยืน

ช่วงวันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปีที่ผ่านมาถือว่าเป็น “สัปดาห์นมแม่โลก” ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยก็สนับสนุนประเด็นสากลเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และปีนี้ถือว่ามีความพิเศษ เพราะเป็นโอกาสต้อนรับการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ.2560 หรือ พ.ร.บ.นมผง ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2560 เป็นต้นไป หลังผลักดันมาถึง 36 ปี และเชื่อว่าเครื่องมือทางกฎหมายนี้จะสร้างให้เมืองไทยเป็นสังคมของนมแม่ได้อย่างยั่งยืน
เมื่อไม่นานนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน องค์กร Alive and Thrive องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “รวมพลังสร้างสังคมนมแม่ให้ยั่งยืน” ในวาระสัปดาห์นมแม่โลก 2560 ที่เซ็นทรัลพลาซาแกรนด์ พระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในปีนี้การจัดงานเฉลิมฉลองสัปดาห์นมแม่โลกในประเทศไทยมีวาระพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ.2560 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีไว้เพื่อปกป้องหญิงตั้งครรภ์ แม่และครอบครัวที่มีทารกและเด็กเล็ก จากการส่งเสริมการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกอาหารให้ทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เปราะบางที่ควรได้รับอาหารที่เหมาะสมคือ นมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต และนมแม่พร้อมอาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น
“กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้แม่และครอบครัวได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอาหารสำหรับทารก หรืออาหารเสริมทารกในแง่มุมที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงอยากขอการสนับสนุนให้สื่อมวลชน รวมถึงทุกๆ หน่วยงานให้ความสนใจและช่วยกันผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมกันรณรงค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมนมแม่ที่ยั่งยืน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวยืนยัน
นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า กรมอนามัยอยากสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยหลักง่ายๆ คือ “นมแม่ 1-6-2” คือ เลข 1 หมายถึง ให้ทารกได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และให้แม่และลูกได้อยู่ด้วยกันตลอดตั้งแต่นั้น เลข 6 หมายถึง ให้ทารกได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารอื่น 6 เดือนแรก และเลข 2 หมายถึง ให้ทารกและเด็กเล็กได้กินนมแม่ต่อเนื่อง 2 ปี หรือนานกว่านั้น เป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
ปัจจุบันทารกที่ได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอดมีร้อยละ 39.9 และกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนมีเพียงร้อยละ 23 ส่วนแม่ที่ให้นมลูกนานได้ถึง 2 ปีมีเพียงร้อยละ 16 ซึ่งยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมอนามัยพร้อมภาคีเครือข่ายจึงร่วมกันผลักดันนโยบายภาครัฐให้สนับสนุนแม่และครอบครัวได้เข้าใจข้อเท็จจริงว่านมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
นอกจากนั้นยังต้องร่วมกันปกป้องแม่และครอบครัวจากกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กต่างๆ และช่วยกันสื่อสารไปยังสถานที่ทำงานให้เอื้อเฟื้อการจัดตั้งมุมนมแม่ มีผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานให้เข้าใจต่อการบีบเก็บน้ำนม เพื่อให้แม่ทำงานสามารถเลี้ยงลูกนมแม่ได้ตามเป้าหมาย
พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ภาคีที่เกี่ยวข้องยังคงผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น เพื่อขับเคลื่อนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ยั่งยืนในสังคมไทย เริ่มจากโรงพยาบาลไปสู่ชุมชนและครอบครัว ให้การสนับสนุน ส่งเสริม และปกป้องให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างเต็มที่ และทำให้เรื่องนมแม่เป็นเหมือนเรื่องปกติในวิถีชีวิตให้ได้
โดยการสนับสนุน “เส้นทางเพื่อช่วยให้แม่ให้นมแม่ได้สำเร็จ” (Breaking the Barrier to Successful Breastfeeding) ซึ่งประกอบด้วย 6 ประเด็น ได้แก่ ข้อ 1 การลงทุน 9 เดือน กำไรตลอดชีวิต ข้อ 2 รู้ว่ามีน้อง ฝากท้องทันที ข้อ 3 โฟเลต ไอโอดีน ธาตุเหล็ก สำคัญต่อลูกในท้อง ข้อ 4 ชั่วโมงแรกที่ลูกเกิด บอกหมอ พยาบาล ช่วยนำลูกมาวางบนอกแม่ตั้งแต่ในห้องคลอด ข้อ 5 วันแรกที่ลูกเกิดแยกแม่แยกลูกหลังคลอดไม่ดีนะ และข้อ 6 น้ำนมมาแน่ถ้าแม่รู้และทำถูกวิธี
ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ ผู้ช่วยอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะถูกควบคุมการส่งเสริมการตลาดตามกฎหมายนี้ ประกอบด้วย ข้อ 1 อาหารสำหรับทารก (อาหารสำหรับเด็กอายุ 0-12 เดือน) ข้อ 2 อาหารสำหรับเด็กเล็ก โดยอาหารที่ใช้สำหรับเด็กอายุ 1-3 ขวบจะต้องมีประกาศรองรับก่อน และข้อ 3 อาหารเสริมสำหรับทารก โดยมีสาระสำคัญคือ ห้ามผู้ประกอบการส่งเสริมการตลาดนมผงเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งการลด แลก แจก แถม การติดต่อหญิงที่มีครรภ์หรือมีลูกเล็ก การจัดหรือสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก และการให้ประโยชน์กับบุคลากรทางสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงกำหนดให้ต้องทำฉลากให้แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างอาหารทารกและเด็กเล็ก
“กฎหมายไม่ได้ห้ามผลิตและจำหน่ายนมผง แต่ไม่ให้ส่งเสริมการขาย เพื่อไม่ให้ข้อมูลอันเกินจริงจากการทำตลาดของผู้ประกอบการไปเป็นปัจจัยที่ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่สำเร็จ เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการใช้วิธีการและกลยุทธ์หลากหลายในการโฆษณาและส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์โดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสมอย่างที่ควรจะให้แก่ผู้บริโภค และยังทำให้เข้าใจผิดคิดว่านมผงดีกว่าหรือมีประโยชน์เท่ากับนมแม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว นมแม่มีสารอาหารมากกว่านมผงมากนัก และทำให้เข้าใจผิดว่านมแม่ไม่พอ ทั้งๆ ที่การให้นมผงเร็วเกินไป มีผลขัดขวางการผลิตนมแม่โดยธรรมชาติ ซึ่งหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้วันที่ 9 กันยายนแล้ว สังคมและผู้บริโภคต้องช่วยกันสอดส่องดูแล และส่งสัญญาณไปยังผู้ควบคุมกำกับเมื่อเห็นมีการกระทำความผิด” ผู้ช่วยอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวปิดท้าย
/ขอบคุณ สสส