ทรู อินคิวบ์ ประเดิมเอกชนรายแรก รับรองคุณสมบัติ SMART Visa

บีโอไอ จับมือ สนช.ประกาศแต่งตั้ง ทรู อินคิวบ์ ร่วมรับรองคุณสมบัติสตาร์ทอัปต่างชาติ ผู้มีสิทธิรับ SMART Visa ประเดิมพันธมิตรเอกชนรายแรกในไทย ร่วมเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ขับเคลื่อนประเทศในยุค ไทยแลนด์ 4.0

นายอภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่วเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) แต่งตั้งทรู อินคิวบ์ เป็นพันธมิตรในการรับรองคุณสมบัติของสตาร์ทอัปต่างประเทศเพื่อรับสมาร์ทวีซ่า ประเภท SMART “S” เพื่อให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย

โดยทางกระทรวงเชื่อว่าสมาร์ทวีซ่าจะช่วยดึงดูด นักลงทุน นักพัฒนา สตาร์ทอัป 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ประเทศไทยไม่เชี่ยวชาญอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล, อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติก, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ให้ได้รับการอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าสตาร์ทอัปที่จะเข้าโครงการนี้ในปีแรกในระดับหลักร้อยราย โดยต้องการได้กลุ่มที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์, ไบโออีโคโนมี, นวัตกรรมทางการเกษตร ฯลฯ โดยขณะนี้เริ่มมีชาวต่างประเทศติดต่อมาแล้วประมาณ 160 ราย มีการยื่นขอและอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 ราย จากเยอรมันนีและญี่ปุ่น โดยจะพยายามให้ได้คำตอบรับภายใน 1 เดือน

สิ่งที่สมาร์ทวีซ่า SMART “S” ให้กับสตาร์ทอัป คือ การขยายเวลาทำงานในประเทศไทยครั้งแรก 1 ปี ขยายปีได้ 2 ปีต่อครั้ง ขยายเวลารายงานตัวจาก 90 วัน เป็น 1 ปี ทำงานในกิจการที่รับรองโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ขอยกเว้นการขอ Re-entry Permit ในการเข้าออกประเทศไทยรวมถึงสิทธิประโยชน์ถึงครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องการเป็น ศูนย์กลางของสตาร์ทอัปในภูมิภาคอาเซียน (Startup Hub of Southeast Asia) ต้องการดึงดูดบริษัทสตาร์ทอัป (Startup Tech Company) และ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูง (Talent) ซึ่งสมาร์ทวีซ่าจะเป็นปัจจัยและแรงจูงใจสำคัญที่จะทำให้บุคลากรชั้นนำด้านเทคโนโลยี (Tech Talent) ต่างๆมาเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมการลงทุนและดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอ มีแนวทางในการส่งเสริมโครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล โดยสนับสนุนการให้สิทธิและประโยชน์ในการลงทุน การวิจัยและพัฒนาการส่งเสริมนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นที่มาของ โครงการวีซ่าประเภทพิเศษ (SMART Visa) เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารระดับสูง หรือนักลงทุน เข้าทำงานหรือลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

โดย บีโอไอ ได้กำหนดประเภทของการรับรองคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับสมาร์ทวีซ่า ทั้งหมด 4 ประเภท โดยได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานที่จะตรวจสอบและให้การรับรองคุณสมบัติของผู้ยื่นขอสมาร์ท

วีซ่า ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ 1. SMART “T” (Talents) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. SMART “I” (Investors) ลงทุนในบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการทำธุรกิจและอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3. SMART “E” (Executives) ผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานในบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการทำธุรกิจและอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 4. SMART “S” (Startups) กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น

ทั้งนี้ บีโอไอ มั่นใจว่า โครงการสมาร์ทวีซ่า จะช่วยผลักดันให้เกิดการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ และนวัตกรรมที่สนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่ “ประเทศไทย 4.0”

ด้านนางสาวกริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ด้านระบบนวัตกรรม กล่าวว่า โครงการสมาร์ทวีซ่า สอดรับกับแนวทางการดำเนินกลยุทธ์ของสนช.ในการยกระดับนวัตกรรม สร้างธุรกิจใหม่ และการพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรม เสริมให้มีผู้เชี่ยวชาญในประเทศในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระตุ้นการลงทุนในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยีและเป็นแหล่งเงินทุนให้คนไทย เพื่อเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดย สนช. ได้ทำงานร่วมกับ บีโอไอ ในการตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของผู้ยื่นขอสมาร์ทวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร นักลงทุน และสตาร์ทอัปที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภท รวมทั้ง พิจารณาให้การรับรองคุณสมบัติของสตาร์ทอัป ในกรณีที่ได้รับการร่วมลงทุนจากหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้ สนช. ยังร่วมมือกับภาคเอกชน ในการขยายโอกาสการได้รับสิทธิและประโยชน์สมาร์ทวีซ่าสำหรับสตาร์ทอัปต่างชาติ โดยได้แต่งตั้งให้ ทรู อินคิวบ์ เป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ได้รับการรับรองจาก สนช. ให้สามารถรับรองคุณสมบัติของสตาร์ทอัปต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะ (Incubation) หรือ โครงการเร่งการเติบโต (Accelerator) ของทรู อินคิวบ์ ซึ่งสตาร์ทอัปที่ผ่านการรับรองและมีคุณสมบัติครบถ้วน จะได้รับสิทธิและประโยชน์สมาร์ทวีซ่า อาทิ ระยะเวลาวีซ่าครั้งแรก 1 ปี และขยายสูงสุดไม่เกิน 2 ปี/ครั้ง, ขยายเวลารายงานตัวเป็นทุก 1 ปี (จากปกติ 90 วัน), ทำงานในกิจการที่ได้รับการรับรองโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต, ได้รับยกเว้นการขอ Re-entry Permit ในการเข้าออกประเทศไทย รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัวในการพำนักในประเทศไทย เป็นต้น

ขณะที่ นายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรู อินคิวบ์ เป็นพันธมิตรภาคเอกชนรายแรกในไทย ที่สามารถให้การรับรองคุณสมบัติของสตาร์ทอัปต่างชาติที่ขอรับสมาร์ทวีซ่า ประเภท SMART “S” โดยสตาร์ทอัปที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะ (Incubation) หรือ โครงการเร่งการเติบโต (Accelerator) ของทรู อินคิวบ์ จะได้รับการรับรองดังกล่าวโดยอัตโนมัติ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของหน่วยงานภาครัฐในศักยภาพและมาตรฐานโปรแกรมบ่มเพาะของทรู อินคิวบ์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านสตาร์ทอัปครบวงจรในการให้บริการและส่งเสริมสตาร์ทอัปไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก ด้วยระบบนิเวศระดับภูมิภาค ภายใต้ 4 พันธกิจหลัก ทั้งการสร้างแรงบันดาลใจ, สร้างนวัตกรรม, บ่มเพาะธุรกิจ และการลงทุน

นอกจากนี้ เพื่อขยายโอกาสการได้รับสิทธิและประโยชน์สมาร์ทวีซ่าในกลุ่มสตาร์ทอัปชาวต่างชาติ ทรู อินคิวบ์ จึงเตรียมเปิดรับสตาร์ทอัปจากไทยและต่างประเทศเข้าร่วม โครงการ “ScaleUp Batch 5 Startup Grandprix” โปรแกรมบ่มเพาะที่เพิ่มดีกรีความเข้มข้นในระดับภูมิภาค (Regional) ด้วยการผนึกความแข็งแกร่งของเหล่าโค้ชที่เป็นสตาร์ทอัปผู้ก่อตั้งธุรกิจในไทยและอาเซียน เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพสตาร์ทอัปไทยให้ประสบความสำเร็จได้ในเวทีโลก ยิ่งไปกว่านั้น ทรู อินคิวบ์ ยังเตรียมขยายโปรแกรมบ่มเพาะและกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่โครงการ ทรู ดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 ศูนย์กลางด้านดิจิทัลของไทย ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการราวปลายปีนี้ เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศครบสำหรับสตาร์ทอัปไทยด้วย

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์